รีวิว เทอมสองสยองขวัญ

รีวิว เทอมสองสยองขวัญ

รีวิว เทอมสองสยองขวัญ

เทอมสองสยองขวัญ เป็นหนัง ของผู้กำกับ ทั้งหมด 3 คน ด้วยกัน คือ ภัทรภร วีระศักดิ์วงศ์ , เอกภณ เศรษฐสุข , จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างและจัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นเรื่องราวสามเรื่อง ที่ได้รับแรงบันดาลใจ มาจากเรื่องเล่า เรื่องหลอน ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เล่ากันมารุ่นต่อรุ่น จนออกมาเป็นภาพยนตร์ สุดสยองเรื่องนี้ อยากรู้กันแล้ว ใช่ไหมครับ ไปลุยกันต่อเลย หนังสืบสวน สอบสวน อาชญากรรม

รีวิว เทอมสองสยองขวัญ

รีวิว เทอมสองสยองขวัญ เรื่องย่อ

เรื่องเล่า สุดสยองขวัญ ของเทอม 2 เป็นเรื่องเล่า จากรุ่นสู่รุ่น เป็นตำนาน ต่อมาเรื่อยๆไม่มีวันหยุด เรื่องเล่านี้จะหลอนตลอดมา แล้วใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

ค่ายสหมงคลฟิล์ม เป็นค่ายอันดับต้นๆ หนังไทยในยุคนี้ และได้มีข่าวจะสร้าง หนังไทย ในปีนี้ที่จำนวน และความใหญ่ของตัวหนังนั้น แผ่วลงจากยุครุ่งเรืองอย่างมาก แต่ศักยภาพความแข็งแกร่ง ที่เป็นพี่ใหญ่ของอุตสาหกรรม ในอดีตก็ยังคงเป็นดีเอ็นเอ ที่เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะการให้โอกาส คลื่นลูกใหม่ จากหลากหลายสถาบันการศึกษา ที่มีแววได้เข้าสู่การทำหนังโรง และมีทีมที่ปรึกษา ที่มีประสบการณ์ คอยฟูมฟักอีกที ดูหนังออนไลน์

‘เทอมสอง สยองขวัญ’ เป็นหนังที่ใช้ สามเรื่อง มาต่อกันแต่ไม่ได้เชื่อมโยงกัน โดยแต่ละเรื่อง ก็ได้ผู้กำกับ ทีมโปรดักชัน และทีมนักแสดง ที่ต่างกัน แต่ทั้งหมด จะทำงานผ่านผู้วางโครงเรื่องเดียว กันคือ Hidden Agenda ซึ่งไม่แน่ใจ ว่าเป็นนามแฝง ของบุคคลหรือของทีม ซึ่งแต่ละเรื่อง ก็ไม่ได้มี ความเกี่ยวเนื่องกัน ในทางใดทางหนึ่ง ทั้งตัวละคร สถานที่ หรือกิมมิกที่ใช้ เหมือนว่าหนัง มีจุดร่วมแค่ว่า เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญ ในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น และตัวหนัง ก็ไม่ได้ให้คำตอบ ชัดเจนว่าทำไมต้องเป็น เทอมสอง ที่ทำให้ชื่อหนัง มันมีสัมผัสจำง่าย เพราะเทอมที่ 2 แทบไม่ได้ถูกใช้ ในเรื่องราวเลย แถมไม่ได้สื่อ ถึงการมี 3 เรื่องสั้นด้วย (หรืออาจมีคำตอบ อยู่ในการให้สัมภาษณ์ ของทีมสร้างก็ ต้องขออภัยที่ไม่ทราบ) ดูหนังฟรี

ซึ่งแต่ละเรื่องนั้น ต้องบอกมีจุดแข็ง จุดขาย ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง และดูน่าสนใจทีเดียว สำหรับการหามุกใหม่ ๆ ให้หนังผีไทย ได้แตกต่างไม่จืดชืด

เชียร์ปีสุดท้าย

ว่าด้วยเรื่องราว ของเด็กใหม่ 2 คนที่เป็นเพื่อนกันมา ตั้งแต่เด็ก ต่าย (แคร์ – ปาณิสรา ริกุลสุรกาน) เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย ขณะที่ เมษา (มิวสิค – แพรวา สุธรรมพงษ์) เป็นคนเงียบ ๆ เก็บตัวและชอบมีพฤติกรรมแปลก ๆ ยิ่งเมื่อการซ้อมเชียร์ มาถึงเมษาก็ยิ่งทำตัวประหลาด จนเพื่อนรอบข้างหวาดกลัว ต่ายที่เป็นคนกลางต้องดูแลเพื่อนสนิท และรับมือกับสายตาหวาดระแวงของเพื่อนใหม่คนอื่น ๆ ไปด้วย นำมาสู่การตัดสินใจ ที่ยากลำบากของต่าย

ผู้กำกับสาวอย่าง พลอย-ภัทรภร วีระศักดิ์วงศ์ สามารถใช้ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่แวดล้อม ด้วยสถานการณ์ชวนอึดอัด กดดัน จากทั้งคนทั้งผีได้อย่างน่าสนใจ เนื้อในที่เป็นหนังดราม่า ความสัมพันธ์ และช่วงวัยในการเปลี่ยน ผ่านจากเพื่อนมัธยม สู่เพื่อนมหาวิทยาลัย ก็เป็นฐานที่แข็งแรงของตอนนี้ ซึ่งตัวแคร์และมิวสิค ก็มีเคมีที่เข้ากันได้ดี ช่วยทำให้รู้สึกสมจริงขึ้นมาก

แต่จุดแข็งที่ต้องชื่นชม เป็นความโดดเด่นของหนังคือ จังหวะการเล่า และการสร้างบรรยากาศผ่านงานภาพ งานออกแบบศิลป์ และงานเสียงต่าง ๆ นั้นทำได้ดีทีเดียวมีทั้ง ความขลังแบบไทยและท่าทีการเล่าแบบสากลได้ลงตัว ต้องบอกว่าผู้สร้าง มีสัญชาตญาณในการเล่าเรื่องผีที่ดี ใส่ใจรายละเอียดได้ลงตัว เป็นการเปิดหัวหนัง ที่น่าตื่นตาเมื่อพิจารณาว่านี่ คือหนังของคลื่นลูกใหม่

เดอะซี

ในคืนวันสถาปนาของมหาวิทยาลัยแพทย์ มีเรื่องเล่าว่ารุ่นพี่ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อ 40 ปีก่อนจะกลับมายังเตียงที่เขาเคยอยู่ คืนวันสถาปนาจึงมักไม่มีใครอยู่หอพักเลยมาหลายปีแล้ว จนกระทั่งปีนี้ แทน (เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) เด็กแพทย์ปี 1 ซึ่งมีโรคประจำตัวตัดสินใจไม่กลับบ้านและอยู่หอเพียงลำพังเพื่อเตรียมสอบวันรุ่งขึ้น ทั้งที่แฟนสาว (นาน่า-ศวรรยา ไพศาลพยัคฆ์) ได้เตือนเอาไว้แล้ว

เมื่อเราเริ่มเข้ามหาลัยแต่ ละที่ก็จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ผีในรั้วมหาวิทยาลัยในลักษณะการกลับมาเฉพาะวันพิเศษ แต่ผู้กำกับ ก๋วยเตี๋ยว-จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ ก็ฉลาดในการใช้แนวทางหนังระทึกขวัญที่ตัวละครหลักต้องหนีสัตว์ประหลาดเพียงลำพังในพื้นที่ปิด มาปรับเข้ากับหนังผีไทยที่ปกติเป็นวิญญาณที่ผลุบโผล่ได้โดยไม่อิงสถานที่จึงไม่ค่อยเหมาะกับรูปแบบหนังหนีเอาตัวรอดแบบต้องแอบและเปลี่ยนที่ซ่อน แต่พอตีโจทย์ผีเป็นเหมือนสัตว์ประหลาดหรือซอมบี้จึงทำให้หนังดูน่าสนใจไม่น้อย

จุดแข็งอีกอย่างของหนังที่ต้องชมคือการแสดงแบบทุ่มสุดตัวของเจมส์ที่แบกหนังเพียงลำพัง และอีกประการที่เป็นดาบสองคมคือการนำเทคนิคกระตุ้นประสาทผู้ชมด้วยแสงกระพริบที่ทำให้รู้สึกกดดันเหมือนตัวละคร แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ชมหนังไหลลื่นได้ลำบาก และแม้แสงกระพริบจะสนองต่อพลอตแต่พอมากไปก็ทำให้รู้สึกน่ารำคาญกับอาการไฟตกตลอดเรื่องจนดูไม่สมเหตุสมผลไปเสียแทนด้วย และตัวหนังก็หาทางลงได้อย่างไม่เหนือคาดนักอาจเป็นจุดอ่อนของพวกหนังพลอตหวือหวาที่ทางลงมักธรรมดาแบบเพลย์เซฟหรือไม่ก็เป๋เป็นหนังห่วยไปเลย ยังดีที่เรื่องนี้ยังเป็นแค่อย่างแรก

รีวิว เทอมสองสยองขวัญ ตึกวิทย์เก่า

มีน (เบลล์ – เขมิศรา พลเดช) นักศึกษา วิทยาศาสตร์ ที่ต้องอยู่ทำงานกับเพื่อนจะดึกว่าจะได้กลับบ้านแต่ละคืน แต่ทว่าโน้ตบุ๊ก ที่ต้องใช้ทำงานของเธอถูกน้องชายไม่เอาไหนที่กำลังตามง้อแฟนสาวอย่าง กอล์ฟ (กิต – กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์) เอาไปใช้ เธอจึงโทรตามให้น้องชายเอามาคืนที่คณะ ขณะที่รอน้องชาย มีนจึงเล่าเรื่องผีที่ตึกเก่าของคณะ หลายเรื่องให้เพื่อนฟัง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกัน กับที่กอล์ฟได้มาถึงและเข้าใจว่าตึกคณะเก่านั้นคือที่พี่สาวของเขาอยู่

ผู้กำกับ ต้น-เอกภณ เศรษฐสุข แสดงความชัดเจนว่าหนังจะเป็นซิตคอม ที่เล่นกับสถานการณ์ที่ตัวละครกอล์ฟ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเจอผีอยู่ และพยายามยั่วล้อกับขนบการเจอผีหลอกต่าง ๆ รวมถึงข้อขัดแย้งของผีในคณะวิทยาศาสตร์ที่ไม่ควรเชื่อเรื่องงมงาย และมีกิมมิกในการเล่นกับผี ที่ชัดเจนทั้งทางเดิน ชุดครุย และขวดยา เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย ด้วยการเป็นหนังตลกที่ปิดท้ายเองก็ช่วยปรับอารมณ์ผู้ชมให้เบาสบายขึ้นเมื่อออกจากโรงด้วย

แต่น่าเสียดายพอสมควร แม้จะเป็นหนังที่ดูองค์ประกอบแข็งแรงในหลายจุด แต่การนำมาปรุงรวมกันยังไม่แม่นในเรื่องของจังหวะการเล่าการตัดต่อที่ดีพอ ถ้าแนะนำคงอยากให้ลองปรับจังหวะหนังให้แม่นขึ้นทั้งการหลอกและการขยี้มุก น่าสนใจว่าหนังใช้วิธีการตัดแบบพวกยูทูบเบอร์ มาใช้หลายครั้งซึ่งอาจจะทำงานได้ดีบนจอเล็ก ๆ แต่พอมาอยู่บนจอใหญ่การฟรีซภาพแล้วซูมหรือแทรกกราฟิกล้น ๆ มันดันดูทำให้คุณภาพระดับหนังโรงห่วยลงไปแทน

อีกประการคือหนังมีนักแสดงที่ถือว่าของแรงพอสมควร กล่าวคือคาแรกเตอร์จัดมีความเป็นตัวเองสูงมาก เมื่อผู้สร้างคุมกับความพยศของกิตไม่ลง มู้ดและโทนของหนังจึงถูกกิตกลืนกินเป็นหนังของเขาไปเสียหมดอย่างน่าเสียดาย จนจบทั้ง 3 เรื่องบางทีอาจมีแต่หน้ากิตติดหัวกลับบ้านไป

แต่ก็ต้องบอกว่าในบรรดาทั้ง 3 ตอน ตอนตึกคณะวิทย์นี้มีโจทย์ สำหรับทีมสร้างที่ยากที่สุดในการทำออกมาให้ดี ยิ่งบทสรุปของหนังที่ไม่รู้จะลงแบบไหน ก็ยัดเยียดวิธีการแก้ปัญหา และคำพูดสอนคนดูใส่ปากตัวละครไปดื้อ ๆ แบบนั้น ก็ยิ่งทำให้หนังดุไม่มีอะไรให้จดจำเข้าไปอีก

คำที่รู้สึก เต็มสิบไม่หัก

เต็มสิบไม่หัก สมบูรณ์ที่สุด ในบรรดาสามเรื่อง

เหมือนดู เรื่องคนกลาง จาก 4 แพร่ง แต่เป็น เวอร์ชั่นผู้หญิง

คือ ถ้าผกก ตั้งใจทำเป็นหนัง คอมเมดี้ สยองขวัญ  ตีโจทย์แตก

ชอบความนำมุก ในกระแสปัจจุบัน สอดแทรกเข้าไปโดยเฉพาะตัว กิต Three man down เขาเป็นคนในกระแส

ชื่นชมบทและตัวเขาที่เล่นดีมาก โอ๋สงสัยนะคะว่า เขาแสดงเป็นตัวเองรึเปล่านะ เหมือนคนปัจจุบัน  อาจไม่เชื้อเรื่องผี วิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า แต่แท้จริง เราอาจจะเคยเจอผีแล้วก็ได้นะ แต่แค่เราไม่รู้!!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *